มะเร็งร้าย ต้องหยุดให้อยู่ เพื่อชีวิตที่ยืนยาว

มะเร็งเป็นโรคที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กและจะพบได้สูงในผู้ป่วยที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป   “มะเร็ง” หรือทางการแพทย์เรียกว่า “เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย”

เป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับการเจริญของเซลล์ที่มีความผิดปกติ คือ เซลล์จะแบ่งตัวและเจริญอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อเป็นเนื้อร้าย  รุกรานไปยังอวัยวะส่วนข้างเคียงแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายที่อยู่ห่างไกล ผ่านระบบน้ำเหลืองหรือกระแสเลือด 

ขอรายละเอียดอาหารเสริมภูมิคุ้มกันฟรีครับ    Line :  @234health  หรือโทร. 081-7525531

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคมะเร็ง 

“มะเร็ง โรคร้ายที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบในระยะเริ่มแรก”

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคมะเร็ง 
หลายปีที่ผ่านมามีข่าวการสูญเสียบุคคลสำคัญในสังคมอยู่เป็นระยะ โดยสาเหตุหนึ่งที่นับวันเราจะได้ยินบ่อยและดูใกล้ตัวมากนั่นคือโรคมะเร็ง  ซึ่งเป็นปัญหาการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยมามากกว่าสิบปี   ทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้รับการตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ  ซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคมะเร็งก็มีอาการผิดปกติปรากฏขึ้นแล้ว

กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคนี้เป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 60,000 คน  ซึ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นประเภทที่คร่าชีวิตผู้ป่วยเพศชายมากที่สุด (16.2%)  และในเพศหญิงเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมากที่สุด (37.5%)

ในความเป็นจริงแล้วมะเร็งเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากมีการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

      ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง  ซึ่งปัจจุบันการตรวจสุขภาพเป็นเรื่องง่าย ใช้เวลาไม่นาน แต่ผลที่ได้ช่วยให้เราติดตามสุขภาพของตัวเองอย่างใกล้ชิด  คุ้มค่ากับเวลาเพียงเล็กน้อยที่เสียไป   “สุขภาพดี เริ่มที่ตัวเราเอง”

การรักษาโรคมะเร็ง 

มะเร็งรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ 
       จากรายงานของสมาคมต่อต้านโรคมะเร็งของอเมริกาได้เคยรายงานไว้ว่า ในปัจจุบันนี้มีประชากรชาวอเมริกันเป็นจำนวนมากกว่า ๕ ล้านคน  ซึ่งเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อนและได้รับการรักษาให้หายเรียบร้อยดีแล้วเป็นเวลาเกินกว่า5 ปี ละทุกรายที่รอดชีวิตนี้ เป็นผู้ป่วยมะเร็งในระยะแรกเริ่มทั้งสิ้น
        ผู้ป่วยมะเร็งที่มีชีวิตรอดหลังการรักษาเกินกว่า ๕ ปี ถือว่า “หาย” การกำหนดระยะเวลา ๕ ปี เพราะว่าโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักจะกำเริบ  หรือกลับเป็นใหม่อีกภายในระยะเวลา ๕ ปีหลังรักษา สำหรับในประเทศไทย จากรายงานของสถาบันมะเร็งโรงพยาบาลศิริราช   พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งในระยะแรกเริ่มได้รับการรักษาจนหายขาด และยังมีชีวิต และปฏิบัติการงานได้อย่างสมบูรณ์เหมือนบุคคลทั่วๆไป  เป็นจำนวนมากมายหลังการรักษา ๑๐-๒๐ ปี และต่อมาอาจจะเสียชีวิตจากสาเหตุ หรือโรคอื่นที่มิใช่จากโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งหมด ผลของการรักษาให้หายขาดยังอยู่ในอัตราน้อยมาก ทั้งนี้เพราะผู้ป่วยชาวไทยที่เป็นโรคมะเร็งมักจะมาพบแพทย์ และได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ก็ต่อเมื่อโรคอยู่ในระยะที่เป็นมากแล้วเสมอ   ซึ่งอาจจะเป็นเพราะผู้ป่วยไม่ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง การเชื่อถือโชคลางขนบธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณบางอย่าง ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
และปัญหาที่สำคัญอีกประการก็คือ ปัญหาในด้านฐานะของครอบครัวผู้ป่วยเอง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ผู้ป่วยมาหาแพทย์ช้า  และโรคอยู่ในระยะที่เป็นมากแล้วทำให้การรักษาไม่ได้ผลดี และมักจะเสียชีวิตเสมอ
การรักษาโรคมะเร็ง 
ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง แพทย์มีจุดมุ่งหมายของการรักษา 2 ประการ คือ
ก. การรักษาเพื่อมุ่งหวังให้โรคหายขาด
การรักษาจะอยู่ในวงจำกัดที่โรคมะเร็งยังอยู่ในระยะเพิ่งเริ่มเป็นเท่านั้น วิธีการรักษาไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด หรือการใช้รังสีรักษาก็ตาม   จะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ  โดยเฉพาะอาศัยเครื่องมือ และเทคนิคของการรักษาอย่างละเอียด และแม่นยำ
ข. การรักษาเพื่อบรรเทาอาการชั่วคราว 
สำหรับผู้ป่วยอยู่ในระยะที่เป็นมากแล้ว (ซึ่งสำหรับผู้ป่วยชาวไทย แพทย์จะให้การรักษาแบบนี้มากกว่า 90%) การรักษามิได้มุ่งหวัง ที่จะทำให้โรคหายขาด  แต่เพื่อทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้นชั่วคราว หรือทุเลาจากอาการต่างๆ เท่านั้น ซึ่งอาจจะยืดอายุผู้ป่วยออกไปอีกเล็กน้อย เช่น ในรายที่มีเลือดออก  จากแผลมะเร็งมากๆหรือในรายที่มีก้อนมะเร็งไปกด หรืออุดช่องทางเดินอาหาร หรือทางเดินหายใจ ในรายที่มีอาการปวดอย่างมาก   หรือเพื่อลดอัตราการโตของก้อนมะเร็งให้ช้าลงชั่วคราว การรักษาแบบนี้มีหลายวิธี แต่ควรยึดหลัก ของการรักษาโดยใช้วิธีการ  เครื่องมือที่ง่ายและสะดวกที่สุด และใช้เวลาสั้นที่สุด ทั้งนี้เพื่อมิให้สิ้นเปลือง และเกิดผลแทรกซ้อนจากการรักษา

วิธีการรักษาโรคมะเร็ง 

ในปัจจุบันมีใช้กันอยู่ 6 วิธี คือ
1. การผ่าตัด 
เป็นวิธีการรักษาที่ได้ทั้งการมุ่งหวังให้โรคหายขาดในกรณีที่โรคยังเป็นน้อย และเพื่อเป็นการบรรเทาอาการชั่วคราว ในกรณีที่โรคเป็นมากแล้ว
มีรายงานทางการแพทย์ที่กล่าวถึงประวัติของการรักษาโรคมะเร็งโดยวิธีผ่าตัดมาตั้งแต่ ๕ ศตวรรษ ก่อนคริสตกาล
 ในปัจจุบันนี้ศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดรักษาโรคมะเร็งจะต้องชำนาญและฝึกฝนมาทางด้านนี้โดยเฉพาะ และจะต้องรู้ประวัติธรรมชาติของโรคมะเร็งเป็นอย่างดี
วิธีการผ่าตัด อาจจะตัดเอาเฉพาะก้อนมะเร็งออกเท่านั้น หรือเลาะเอาต่อมน้ำเหลือง และเนื้อเยื่อที่ดีบริเวณใกล้เคียงออกไปด้วย
นอกจากจะผ่าตัดโดยใช้มีดผ่าธรรมดาแล้วในปัจจุบันยังได้มีวิวัฒนาการ โดยการผ่าตัดด้วยมีดไฟฟ้า การผ่าตัดโดยใช้ความเย็นระหว่าง -๒๐ ถึง – ๑๕๐ องศาเซสเซียส การผ่าตัดร่วมกับการใช้ยาจี้ให้ผิวหนังไหม้ในการรักษามะเร็งผิวหนัง และการใช้แสงเลเซอร์แทนมีดผ่าตัด
การผ่าตัดเหล่านี้ทำให้ศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้ง่ายขึ้นเสียเลือดน้อยลง และใช้เวลาในการผ่าตัดน้อยลงด้วย
การผ่าตัดนอกจากจะมีบทบาทในด้านการรักษาแล้ว ยังมีบทบาทในด้านการวินิจฉัย โดยเอาชิ้นเนื้อมาตรวจ ในด้านการผ่าตัด  เพื่อบริหารยาเข้าทางหลอดเลือดเฉพาะที่และในด้านการผ่าตัด เพื่อแก้ไขความพิการภายหลังการรักษาด้วย
2. รังสีรักษา 
เป็นวิธีการรักษาที่ใช้ได้ทั้งการมุ่งหวังให้โรคหายขาด และเพื่อการบรรเทาอาการชั่วคราว ผู้ป่วยชาวไทยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ ๖๐-๘๐  ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมดมักจะได้รับการรักษาด้วยรังสีเพราะอยู่ในระยะที่เป็นมากแล้ว และการรักษาด้วยรังสี เพื่อบรรเทาอาการ   จะสะดวกสบายมากกว่าการผ่าตัด   ในประเทศไทยมีประวัติของการใช้รังสีเอกซ์รักษาโรคมะเร็ง ในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๘
รังสีที่ใช้รักษาโรคมะเร็งมี 2 กลุ่มใหญ่ คือ
       2.1 รังสีโฟตอน 
ซึ่งมีพลังงานทะลุทะลวงระหว่าง ๑.๒๔ กิโลโวลต์ ถึง ๑๒.๔ เมกะโวลต์ มีขนาดของคลื่นรังสีระหว่าง ๑๐-๐.๐๐๑ อังสตรอม
 อาทิเช่น รังสีเอกซ์ จากเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์รังสีแกมมาจากสารกัมมันตรังสีต่าง ๆ ทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติ   เช่น จากแร่เรเดียม (226 radium) หรือที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา
 เช่น โคบอลต์ 60 (60 cobalt) ซีเซียม 137 (137 Cs) ไอโอดีน 131 (131 I) ทอง 198 (198 Au) ฯลฯ
       2.2 รังสีอนุภาค 
ส่วนใหญ่ได้จากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี หรือจากเตาปฏิกรณ์ปรมาณู และโดยทั่วไปแล้ว รังสีพวกนี้จะมีพลังงานทะลุทะลวงน้อยกว่ารังสีโฟตอนอาทิเช่น อนุภาคแอลฟา จากแร่เรเดียม ก๊าซเรดอน และอนุภาคเบตา จากแร่สตรอนเตียม ๙๐ (strontium-90) ฟอสฟอรัส ๓๒(phosphorus-32เครื่องฉายรังสีโคบอลต์ เอเครื่องฉายรังสีโคบอลต์ เอรังสีต่างๆ ที่กล่าวมานี้ นำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง
โดยมีเทคนิคใหญ่ๆ ๒ แบบ คือ ในรูปของตันกำเนิดรังสีอยู่ภายนอกร่างกายของผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการฉายรังสีลึก  เช่น จากเครื่องฉายรังสีเอกซ์ชนิดลึก (ซึ่งแตกต่างไปจากเครื่องเอกซเรย์สำหรับการถ่าย เพื่อการวินิจฉัยโรค)
 เครื่องโคบอลต์ ๖๐ ซึ่งมีการติดตั้งการใช้รักษาโรคมะเร็งในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ และเครื่องเร่งอนุภาค เป็นต้น
 และอีกแบบหนึ่ง อยู่ในรูป ของต้นกำเนิดรังสี อยู่ภายในร่างกายของผู้ป่วยได้แก่ การฝังแร่เรเดียมในการรักษามะเร็งในช่องปาก  การสอดใส่แร่เรเดียมในการรักษามะเร็งปากมดลูก หรือการใช้ไอโอดีน ๑๓๑ รับประทานในการรักษามะเร็งต่อมไธรอยด์ เป็นต้น
3. การใช้สารเคมีบำบัด 
 การรักษาในรูปของการใช้ยารักษามะเร็งกำลังเป็นที่สนใจ และมีบทบาทสำคัญ ในปัจจุบันนี้ มีมะเร็งหลายชนิด ที่อาจรักษาให้หายขาดด้วยยา  แต่ส่วนใหญ่จะใช้เฉพาะในรายที่เป็นมากแล้ว เพื่อเป็นการรักษา เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น
ชนิดของยา อาจจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ไม่ใช่ฮอร์โมน และฮอร์โมน หรือจะแบ่งตามลักษณะการออกฤทธิ์ของยา  ทางจลนศาสตร์ของเซลล์ได้เป็น 2 ประเภท คือ
ก. ออกฤทธิ์ต่อเซลล์ได้ทุกระยะในวงชีพของเซลล์ โดยไม่จำกัดเวลา อาทิเช่น ยาประเภทไนโตรเจน มัสตาร์ด เป็นต้น
ข. ออกฤทธิ์จำกัดได้เฉพาะระยะใดระยะหนึ่ง ในวงชีพของเซลล์เท่านั้น เช่น ยาประเภทอัลคาลอยด์จากพืชบางอย่าง ออกฤทธิ์ได้เฉพาะเซลล์ที่กำลังอยู่ในระยะแบ่งตัว หรือยาเมโธรเทรกเสตจะออกฤทธิ์เฉพาะเซลล์ที่กำลังมีการสร้าง ดีเอ็นเอ เท่านั้น
การใช้ยารักษามะเร็ง อาจจะแบ่งได้ตามวิธีใช้ คือ 
ก. การใช้ยาเฉพาะที่ เช่น ในรูปของการใช้ทา การฉีดเข้าไขสันหลัง
ข. การใช้ยาให้ซึมซาบทั่วร่างกาย เช่น ในรูปของการใช้รับประทาน การใช้ฉีดยาเข้าหลอดเลือด
 หรืออาจจะแบ่งตามรูปแนวการรักษา คือ
ก. ใช้เป็นการรักษาหลัก คือ ใช้ยา (ชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ได้) รักษาเพียงวิธีเดียว อาทิเช่นการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว
ข. ใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่น เพื่อหวังผลการรักษามากขึ้น เช่น การให้ยารักษามะเร็ง ภายหลังการผ่าตัด เพื่อหวังในการป้องกันการแพร่กระจาย
ยารักษามะเร็งในรูปของยารับประทานหรือยาฉีดยารักษามะเร็งในรูปของยารับประทานหรือยาฉีด
การใช้ยา อาจจะใช้ยาเพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดร่วมกันก็ได้ สำหรับในประเทศไทย การรักษาโดยวิธีนี้ยังอยู่ในวงจำกัด  เพราะยาพวกนี้ ส่วนใหญ่มีราคาแพงมาก บางชนิดก็ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย และมีพิษรุนแรง และมีผลแทรกซ้อน จากการรักษามาก  โดยเฉพาะการกดไขกระดูก จึงมักจะใช้โดยแพทย์ที่ชำนาญทางยารักษามะเร็งโดยเฉพาะ
การเก็บไขกระดูกในอุณหภูมิต่ำกว่าลบจุดน้ำแข็ง เพื่อเก็บไว้ถ่ายให้ผู้ป่วยภาย หลังจากที่ได้รับยารักษามะเร็งการเก็บไขกระดูกในอุณหภูมิต่ำกว่าลบจุดน้ำแข็งเพื่อเก็บไว้ถ่ายให้ผู้ป่วยภายหลังจากที่ได้รับยารักษามะเร็ง
4. การใช้การรักษาทั้ง 3 วิธีกล่าวมาแล้วร่วมกัน 
ในปัจจุบันนี้การรักษาโรคมะเร็ง ได้ก้าวผ่านการรักษาตามอาการ และการรักษา เพื่อบรรเทาเข้ามาสู่การรักษา เพื่อมุ่งหวังให้โรคหายขาดมากขึ้น
แต่เดิมการรักษามักจะกระทำโดยแพทย์เฉพาะทางฝ่ายเดียว เมื่อการรักษาล้มเหลวจากวิธีใดวิธีหนึ่งแล้ว จึงเปลี่ยนมาเป็นอีกวิธีหนึ่ง  ทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร ในปัจจุบันนี้ จึงนิยมใช้วิธีการรักษาหลายๆ วิธีร่วมกัน  เพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้น หรือสะดวกขึ้นอาทิเช่น
การผ่าตัดร่วมกับรังสีรักษา เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด โดยการผ่าตัดเอามะเร็งปฐมภูมิออก และฉายรังสีไปที่มะเร็งทุติยภูมิ ที่ต่อมน้ำเหลือง
การผ่าตัดร่วมกับสารเคมีบำบัด เช่น มะเร็งปอด การผ่าตัดร่วมกับรังสีรักษา และสารเคมีบำบัด เช่น มะเร็งของไตในเด็ก
รังสีรักษาร่วมกับสารเคมีบำบัด เช่น มะเร็งของอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ในระยะที่เป็นมากแล้ว เป็นต้น
5. การรักษาโดยการเสริมภูมิคุ้มกัน 
เป็นวิธีการรักษาที่เพิ่งจะสนใจ และเริ่มใช้กันในวงการแพทย์เมื่อไม่นานมานี้ และนับวันจะยิ่งมีบทบาทมีความสำคัญในการรักษาโรคมะเร็งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยหลักที่ว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งนั้น เนื่องจากว่าร่างกายไม่สามารถที่จะค้นพบว่า
ที่ผิวของผนังด้านนอกของเซลล์มะเร็ง  มีแอนติเจนที่เรียกว่า ทีเอเออยู่ หรือในกรณีที่ร่างกายสามารถจะค้นพบแอนติเจนนี้  แต่ร่างกายไม่สามารถจะสร้างภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดีไปต่อต้าน  หรือทำลายแอนติเจนนี้  จะเป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายล้มเหลว หรือมีอะไรไปยับยั้งในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
 ฉะนั้น การกระตุ้นให้ร่างกายสามารถจะค้นหาแอนติเจนจากเซลล์มะเร็งได้หรือการกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น  จะโดยทางตรง หรือทางอ้อมก็ตาม ก็น่าที่จะทำให้มะเร็งที่กำลังเป็นผู้อยู่ในบุคคลผู้นั้นมีการฝ่อตัวลง   หรือหยุดการเจริญเติบโต หรือโตช้าลง

 

จะทราบได้อย่างไรว่าเริ่มเป็นมะเร็ง มะเร็งในระยะแรกเริ่มนั้นปกติจะไม่มีอาการ   ฉะนั้นจึงต้องมีการตรวจร่างกายบ่อย ๆ ถึงแม้จะไม่มีอาการ โดยเฉพาะผู้หญิงซึ่งเป็นมะเร็งคอมดลูกสูงมาก  จึงจำเป็นต้องตรวจภายในอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป

ขอรายละเอียดอาหารเสริมภูมิคุ้มกันฟรี
Line :  @234health  หรือโทร. 081-7525531

เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ และคนที่คุณรัก  เรายินดีให้คำปรึกษาครับ

AmazingCounters.com

เป็นเอดส์ก็อยู่ได้ ง่ายนิดเดียว

HOT LINE สายด่วน มีปัญหาติดเชื้อ และ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ขอคำปรึกษา ในการดูแลตัวเอง ได้ที่
โทร. 081-7525531    ,  Line@ :   @234health

ยาต้านเชื้อ HIV

ARV คือ ยาต้านทานไวรัส ใช้สำหรับคนที่ติดเชื้อแล้ว เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายในร่างกาย   คนไทยติดเชื้อแล้ว 4 แสน 5 หมื่นคน   ที่ยังมีชีวิตอยู่ ใครที่ได้ทานยาตัวนี้ประจำสม่ำเสมอ เชื้อจะเหลือน้อยมากจนแทบหาเชื้อไม่เจอ    พบคนที่มีเชื้อน้อยมาก มีมากกว่า190,000 คน

PrEPอ่านว่า เพร็พ เป็นยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี  ทานก่อนในกรณีเป็นคนที่มีความเสี่ยงในพฤติกรรม เช่นพนักงานบริการทางเพศ  ทานวันละเม็ด ตรงเวลา ทุกวัน ที่กาชาดขายเม็ดละ 30บาท อยากได้ฟรี   ติดต่อ LINE @freehivtest

ก่อนทานต้องตรวจเอชไอวีก่อนว่า มีผลลบ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ขนมนะ เชื่อได้แค่ไหนว่าทานแล้วจะไม่ติดเชื้อ มีคนทานยานี้ทั่วโลก 9 หมื่นคน ในไทย คนไทย 6,000 คน   ยังไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เลยจากการทาน เพร็พ เรียกได้ว่า แทบ 100% ป้องกันได้PEP อ่านว่า เป็ป

(อย่างงกับอันข้างบน.)เป็นยาทานฉุกเฉิน หลังเกิดไปเสี่ยงมีเซ็กซ์ ต้องทานภายใน ***72*** ชม.

มีขาย แต่แพง    ติดต่อ LINE @freehivtest     มีวิธี หาทานฟรีแหล่งข้อมูล: Pinn Apirak Apijitchaichot


ข้อดี ข้อเสียของการ ไม่รับยาต้าน (ควรปรีกษาแพทย์)

โรคเอดส์ คืออะไร

 โรคเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง AIDS( Acquired Immune Deficiency Syndrome)     เกิดจากการติดเชื้อไวรัส  ชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเซียนซีไวรัส (Human  Immunodeficiency Virus :HIV) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า เชื้อ HIV โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันต่ำ
ลง จนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้อีก โรคต่าง ๆ (หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า โรคฉวยโอกาส) จึงเข้ามาซ้ำเติมได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในระบบโลหิต เชื้อรา ฯลฯ และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

สายพันธุ์ของโรคเอดส์

เชื้อไวรัสเอดส์มีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักดั้งเดิมคือ เอชไอวี-1 (HIV-1) ซึ่งแพร่ระบาดในแถบสหรัฐอเมริกา ยุโรป และแอฟริกากลาง,
เอชไอวี-2 (HIV-2) พบแพร่ระบาดในแถบแอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ยังพบสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กลายพันธุ์มาอีกมากมาย

โรคเอดส์ ติดต่อได้อย่างไร

เอดส์ สามารถติดต่อได้โดย
1. การร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ทั้งชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือชายกับหญิง จะเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม ล้วนมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคเอดส์ทั้งนั้น ซึ่งมีข้อมูลจากกองระบาดวิทยาระบุว่า ร้อยละ 83 ของผู้ติดเชื้อเอดส์ รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์

2. การรับเชื้อทางเลือด โอกาสติดเชื้อเอดส์ พบได้ 2 กรณี คือ
– ใช้เข็มฉีดยา หรือกระบอกฉีดยา ร่วมกับผู้ติดเชื้อ เอดส์ มักพบในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
– รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด แต่ปัจจุบันเลือดที่ได้รับการบริจาคมา จะถูกนำไปตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อน จึงมีความปลอดภัยเกือบ 100%

3. ติดต่อผ่านทางแม่สู่ลูก เกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์และถ่ายทอดให้ทารก ในขณะตั้งครรภ์ ขณะคลอด และภายหลังคลอด ปัจจุบันมีวิธีป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก
โดยการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะสามารถลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์   เหลือเพียงร้อยละ 8 แต่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงาน

นอกจากนี้ โรคเอดส์ ยังสามารถติดต่อผ่านทางอื่นได้ แต่โอกาสมีน้อยมาก เช่นการใช้ของมีคมร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ทำความสะอาด, การเจาะหูโดยการใช้เข็มเจาะหูร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์, การสักผิวหนัง หรือสักคิ้ว เป็นต้น ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นการติดต่อโดยการสัมผัสกับเลือด หรือน้ำเหลืองโดยตรง แต่โอกาสติดโรคเอดส์ด้วยวิธีนี้ต้องมีแผลเปิด และปริมาณเลือดหรือน้ำเหลืองที่เข้าไปในร่างกายต้องมีจำนวนมาก

ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อเอดส์

ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อเอดส์ มีหลายประการ คือ

1. ปริมาณเชื้อเอดส์ที่ได้รับ หากได้รับเชื้อเอดส์มาก โอกาสติดโรคเอดส์ก็จะสูงขึ้นไปด้วย โดยเชื้อเอดส์ จะพบมากที่สุดในเลือด รองลงมาคือ น้ำอสุจิ และน้ำในช่องคลอด
2. หากมีบาดแผล จะทำให้เชื้อเอดส์เข้าสู่บาดแผล และทำให้ติดโรคเอดส์ได้ง่ายขึ้น
3. จำนวนครั้งของการสัมผัส หากสัมผัสเชื้อโรคบ่อย ก็มีโอกาสจะติดเชื้อมากขึ้นไปด้วย
4. การติดเชื้ออื่น ๆ เช่น แผลริมอ่อน แผลเริม ทำให้มีเม็ดเลือดขาวอยู่ที่แผลจำนวนมาก จึงรับเชื้อเอดส์ได้ง่าย และเป็นหนทางให้เชื้อเอดส์เข้าสู่แผลได้เร็วขึ้น
5. สุขภาพของผู้รับเชื้อ หากสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงในขณะนั้น ก็ย่อมมีโอกาสที่จะรับเชื้อได้ง่ายขึ้น

ระยะต่างๆของผู้ติดเชื้อ HIV

โรคเอดส์ มีกี่ระยะ
เมื่อติดเชื้อเอดส์แล้ว จะแบ่งช่วงอาการออกเป็น 3 ระยะ

1. ระยะไม่ปรากฎอาการ (Asymptomatic stage) หรือระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ในระยะนี้ผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ ออกมา จึงดูเหมือนคนมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนปกติ แต่อาจจะเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ จากระยะแรกเข้าสู่ระยะต่อไปโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 7-8 ปี แต่บางคนอาจไม่มีอาการนานถึง 10 ปี จึงทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อต่อไปให้กับบุคคลอื่นได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ

2. ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ (Aids Related Complex หรือ ARC) หรือระยะเริ่มปรากฏอาการ (Symptomatic HIV Infection) ในระยะนี้จะตรวจพบผลเลือดบวก และมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นให้เห็น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน, มีเชื้อราในปากบริเวณกระพุ้งแก้ม และเพดานปาก, เป็นงูสวัด หรือแผลเริมชนิดลุกลาม และมีอาการเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น มีไข้ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ น้ำหนักลด เป็นต้น ระยะนี้อาจเป็นอยู่นานเป็นปีก่อนจะกลายเป็นเอดส์ระยะเต็มขั้นต่อไป

3. ระยะเอดส์เต็มขั้น (Full Blown AIDS) หรือ ระยะโรคเอดส์ ในระยะนี้ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกทำลายลงไปมาก ทำให้เป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย หรือที่เรียกว่า “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” ซึ่งมีหลายชนิด แล้วแต่ว่าจะติดเชื้อชนิดใด และเกิดที่ส่วนใดของร่างกาย หากเป็นวัณโรคที่ปอด จะมีอาการไข้เรื้อรัง ไอเป็นเลือด ถ้าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ   Cryptococcus จะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง คอแข็ง คลื่นไส้อาเจียน หากเป็นโรคเอดส์ของระบบประสาทก็จะมีอาการความจำเสื่อม ซึมเศร้า แขนขาอ่อนแรง เป็นต้น ส่วนใหญ่เมื่อผู้เป็นเอดส์เข้าสู่ระยะสุดท้ายนี้แล้วโดยทั่วไปจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1-2 ปี

ผู้ที่ควรตรวจหาเชื้อเอดส์

– ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และต้องการรู้ว่าตนเองติดเชื้อเอดส์หรือไม่
– ผู้ที่ตัดสินใจจะมีคู่หรืออยู่กินฉันสามีภรรยา
– ผู้ที่สงสัยว่าคู่นอนของตนจะมีพฤติกรรมเสี่ยง
– ผู้ที่คิดจะตั้งครรภ์ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูก
– ผู้ที่ต้องการข้อมูลสนับสนุนเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพของร่างกาย เช่น ผู้ที่ต้องการไปทำงานในต่างประเทศ (บางประเทศ)

หากสงสัยว่า รับเชื้อเอดส์มา ไม่ควรไปตรวจเลือดทันที เพราะเลือดจะยังไม่แสดงผลเป็นบวก ควรตรวจภายหลังจากสัมผัสเชื้อแล้ว 4 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะได้ผลที่แม่นยำ

วิธีป้องกันโรคเอดส์เราสามารถป้องกันโรคเอดส์ ได้โดย

1. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
2. รักเดียว ใจเดียว
3. ก่อนแต่งงาน หรือมีบุตร ควรตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และขอรับคำปรึกษาเรื่องโรค
เอดส์ จากแพทย์ก่อน
4. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดใช้สารเสพติดทุกชนิด

สิ่งที่ควรปฏิบัติหากได้รับเชื้อเอดส์

ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และควรดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ควรวิตก
กังวล เพราะหากไม่มีโรคแทรกซ้อนจะสามารถมีชีวิตยืนยาวไปได้อีกหลายปี

มีข้อปฏิบัติคือ
1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
2. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
3. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรือหากมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อ
ป้องกันการรับเชื้อ หรือแพร่เชื้อเอดส์
4. งดการบริจาคเลือด อวัยวะ และงดใช้สิ่งเสพติดทุกชนิด
5. หากเป็นหญิง ไม่ควรตั้งครรภ์ เพราะเชื้อเอดส์สามารถถ่ายทอดสู่ลูกได้ถึง 30%
6. ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด ไม่กังวล รวมทั้งอาจฝึกสมาธิ
7. อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

ความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์

จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุชัดว่า เชื้อเอชไอวีไม่สามารถแพร่สู่กันได้โดยการติดต่อในชีวิตประจำวันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี และไม่สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการกอด การสัมผัสมือที่เป็นการทักทายแบบชาวตะวันตก หรือการปฏิสัมพันธ์ภายนอกอื่น เช่น การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การใช้เตียงนอนร่วมกัน การใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารหรือรถแท็กซี่ร่วมกัน

นอกจากนี้ เอชไอวีไม่ใช่โรคติดต่อทางอากาศเหมือนกับไข้หวัด และไม่ติดต่อผ่านทางแมลง หรือ ยุง โดยทั่วไปแล้วเชื้อเอชไอวีติดต่อกันผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีติดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน การแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกาย เช่น อสุจิ เลือด หรือของเหลวในช่องคลอด นอกจากนี้เชื้อเอชไอวียังสามารถติดต่อผ่านทางการใช้เข็ม หรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกันของผู้ใช้ยาเสพติด ขณะที่ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถแพร่เชื้อไปสู่ลูกได้   ในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอดและการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ต้องการ

อนามัยด้านอาหารสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV

ผู้ป่วยที่มีระดับ CD4 ต่ำกว่า 200 cell/mm3 มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อหรือเกิดอาหารเป็นพิษได้ง่าย จึงควรใส่ใจต่ออนามัยในการปรุงอาหารให้มาก

– หลีกเลี่ยงการทานอาหารดิบ เช่น ปลาดิบ เนื้อที่ยังปรุงไม่สุกเต็มที่- หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
– หลีกเลี่ยงโยเกิร์ตหรืออาหารเสริมที่ประกอบด้วยเชื้อจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของ Probiotic
– อาหารที่สุกแล้วตั้งทิ้งไว้นาน ควรนำมาอุ่นใหม่ก่อนทาน ไม่ควรทานอาหารที่ไม่ได้แช่เย็นค้างเกิน 1วัน
– หลีกเลี่ยงอาหารที่มีราขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม รวมถึงอาหารที่เลยวันหมดอายุแล้ว
– ล้างผักและผลไม้ให้สะอาดก่อนทาน
– เก็บแยกอาหารที่ยังไม่ได้ทำให้สุกกับอาหารที่สุกแล้วออกจากกันเป็นสัดส่วนเพื่อกันการปนเปื้อนเชื้อจากอาหารดิบไปสู่อาหารสุก รวมทั้งดูแลความสะอาดของภาชนะ และอุปกรณ์ทำอาหารด้วย
– อาหารที่ปรุงเสร็จแล้วหากจะเก็บในตู้เย็นเพื่อรับประทานต่อไปก็ไม่ควรจะเก็บเกิน 2 วัน  หากจะเก็บไว้รับประทานนานกว่า 2 วันควรแบ่งส่วนเก็บไว้ในช่องแช่แข็ง
– ผู้ป่วยที่มีระดับ CD4 ต่ำกว่า 200 cell/mm3 ควรดื่มน้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว หรือหากไม่สามารถหาได้อาจใช้น้ำที่ผ่านการต้มให้เดือดฆ่าเชื้ออย่างน้อย 5-10 นาทีแล้ว และเก็บในภาชนะปิดสนิท เพื่อลดโอกาสติดเชื้อที่ปนเปื้อนมาในน้ำ สำหรับการดื่มหรือการเตรียมอาหาร และแปรงฟันควรระวังการใช้น้ำประปาหรือน้ำแร่ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ
– ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนทานอาหาร โภชนาการที่ดีจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยาวนานขึ้น


ขอรายละเอียดอาหารเสริมภูมิคุ้มกันฟรี
Line :  @234health  หรือโทร. 081-7525531

 

AmazingCounters.com